อาณาจักรบาบิโลเนีย

posted on 12 Jan 2007 12:25 by cutieparade

อาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia) (ประมาณปี 1,900 729 B.C.)

ชาวบาบิโลเนียเป็นพวกเซมิติค (Semitics) สาขาหนึ่งซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอาณาจักรอัสซีเรีย อารยธรรมที่บาบิโลเนียได้พัฒนามาจากอารยธรรมของชาวสุเมเรียน ซึ่งมีความเจริญมาก่อนเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ได้แก่ ความเจริญทางด้านการค้า ศิลปกรรม การปกครอง และการสื่อสารซึ่งยังคงใช้อักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) เป็นภาษาสื่อสารกันทั่วมหาอาณาจักร


อักษรคูนิฟอร์ม

ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบี (Hammurabi 1800 B.C.) พระองค์ได้ต่อสู้และทำสงครามกับพวกเมโสโปเตเมียกลุ่มอื่น ๆ จนได้รับชัยชนะและได้รวบรวมอาณาจักรทั้งหลายเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน เรียกว่าอาณาจักรบาบิโลเนีย มีศูนย์กลางความเจริญอยู่ที่กรุงบาบิโลน (ในพระคัมภีร์ไบเบิลเรียกบาบูโลน)


พระเจ้าฮัมบูราบี

พระเจ้าฮัมมูราบีเป็นกษัตริย์ที่มีความสามารถมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการปกครอง พระองค์ได้จัดระบบกฎหมายขึ้นมาเพื่อใช้ปกครองประเทศ พร้อมกันนี้ได้ทรงประกาศให้ชาวเมืองยึดถือมหาเทพมาร์ดุค (Marduk) เป็นมหาเทพประจำเมือง ผู้ทรงมองอำนาจสิทธิในการปกครองประเทศให้กับพระองค์ เพราะฉะนั้นพระมหากษัตริย์จึงมีลักษณะเป็นแบบสมมติเทวราช (Semi-divinity)


เทพมาร์ดุค

ต่อมาหลังจากรัชสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบีแล้วอาณาจักรบาบิโลเนียได้ถูกทำลายลง โดยพวกแคสไซต์ (Kassites) ซึ่งเป็นชาติพันธุ์หนึ่งที่อยู่ตอนกลางของทวีปเอเซีย ความเจริญทั้งหลายจึงย้ายมารุ่งเรืองในอาณาจักรอัสซีเรีย ประมาณ 1,000 612 B.C. และในครั้งนี้อาณาจักรบาบิโลเนียได้กลายเป็นศูนย์กลางทางอารยธรรมของโลกในยุคนั้น โดยเฉพาะทางด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปกรรม และการธุรกิจ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นอันมากในรัชสมัยของพระเจ้า Nebuchadnezzar (ประมาณปี 605 561 B.C.) หลังจากในช่วงรัชสมัยนี้แล้ว อาณาจักรบาบิโลเนียมีความเจริญอยู่เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จากนั้นได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรเปอร์เซียตั้งแต่นั้นมา

ศิลปกรรมในสมัยนี้มีทั้งประเภทจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม

จิตรกรรม : สำหรับจิตรกรรมนั้นมีน้อยมาก แต่เท่าที่พบได้เป็นภาพเขียนตามฝาผนัง
พระราชวังหรือตามสถานที่ก่อสร้างของสาธารณชน ภายในภาพเป็นเรื่อง ราวเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาหรือมุ่งเน้นสอนทางด้านศีลธรรมจากการขุดค้นพบซากโบราณสถานต่าง ๆ นักโบราณคดีได้พบซากพระราชวังของพระเจ้าซิมริลิม (Ziimrilim) ที่เมืองมารี (Mari) ปัจจุบันชื่อ เทลเลล ฮาริรี (Tellel Hariri) ซึ่งอยู่ตอนกลางบริเวณแม่น้ำยูเฟรตีน แสดงให้เห็นถึงภาพเขียนฝาผนังแบบ Frescoes (การเขียนภาพบนฝาผนังปูนเปียก) เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา การระบายสีใช้สีเข้มและหลายสี เช่น สีแดง เหลือง เทา ดำ น้ำตาล นิยมตัดเส้นเพื่อเน้นลวดลายให้เด่นชัด การจัดภาพลักษณะคล้ายภาพของอียิปต์ กล่าวคือ นิยมวาดให้ใบหน้าและศีรษะ แสดงออกทางด้านข้างดวงตา และลำตัวช่วงบนแสดงทางด้านหน้า แต่เท้ากลับแสดงเป็นด้านข้างอีกทั้งรูปทรงของสิ่งต่าง ๆ ในภาพนั้นนิยมใช้รูปทรงทางเรขาคณิต และมีลักษณะเป็นแบบมโนคตินิยม (Idealism)

ประติมากรรม : ประติมากรรมที่ขุดพบได้ส่วนมากเป็นแบบนูนสูง (High relief) นิยมหล่อ
ด้วยโลหะหรือแกะสลักจากหิน เป็นพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ บางภาพเป็นรูปพิธีกรรมทางศาสนา ประติมากรรมในสมัยนี้ขุดพบได้น้อยมาก ที่เหลือพอให้ศึกษาได้มีดังนี้

ประติมากรรมแบบนูนสูง - เป็นรูปมหาเทพแห่งพระอาทิตย์ทรงมอบกฎหมายให้แก่พระเจ้าฮัมมูราบี ที่ฐานมีคำบรรยายด้วยอักษรคูนิฟอร์ม การสร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นว่าประมวลกฎหมายที่พระเจ้าฮัมมูราบีใช้ในการปกครองนั้น พระองค์ได้ทรงรับมาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นคนที่ละเมิดต่อกฎหมายคือคนที่ละเมิดต่อพระเจ้า นอกจากจะถูกลงโทษทางกฎหมายแล้วยังต้องถูกพระเจ้าลงโทษอีกด้วย ภาพนี้ถ้าพิจารณากันอย่างละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่าคล้ายกับเรื่องราวของโมเสส ตอนที่รับบัญญัติสิบประการจากพระเจ้าเพื่อใช้ในการปกครองชาวฮิบรู ศิลปกรรมชิ้นนี้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าสร้างเมื่อประมาณ 1,750 B.C. ปัจจุบันตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ลูฟ (Louvre) ประเทศฝรั่งเศส

ประติมากรรมแบบลอยตัว - รูปพระเศียรของพระมหากษัตริย์ สันนิษฐานกันโดยนักโบราณคดีว่าอาจจะเป็นพระเศียรของพระเจ้าฮัมมูราบี งานชิ้นนี้แกะสลักจากหินแกรไนต์ (Granite) พบได้ที่เมืองสุสา (Susa) ทั้ง ๆ ที่งานชิ้นนี้ถูกสร้างในสมัยบาบิโลเนีย

ประติมากรรมแบบลอยตัว - รูปสิงโต (1,900 1,800 B.C.) สร้างด้วยบรอนซ์ (Bronze) ดวงตาฝังด้วยหินสี เข้าใจกันว่าสิงโตตัวนี้อาจจะเป็นตัวหนึ่งในสองตัวที่เฝ้าหน้าประตูวิหาร (Dagan) พบที่เมืองมารี (Mari) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางศิลปกรรมของอาณาจักรบาบิโลเนียและอัสซีเรีย

สถาปัตยกรรม : เนื่องจากชาวบาบิโลเนียนิยมก่อสร้างอาคารด้วยวัสดุจำพวกอิฐเช่น เดียวกับพวกสุ เมเรียนเพราะฉะนั้นศิลปกรรมทั้งหลายจึงยากที่จะพบได้อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนของอียิปต์ อย่างไรก็ตามนักโบราณคดีหลายท่านพยายามที่จะค้นคว้าหาหลักฐานจากที่ต่าง ๆ แต่ส่วนมากที่พบนั้นเป็นเพียงฐานราก หรืออาจเป็นซากปรักหักพังซึ่งต้องบูรณะกันขึ้นมาใหม่ และหาหลักฐานจากสิ่งอื่นนำมาประกอบการสันนิษฐาน สิ่งก่อสร้างที่ชาวบาบิโลเนียนิยมสร้าง คือ ซิกกูรัต (Ziggurat) ซิกกูรัตที่ใหญ่ที่สุด คือ ซิกกูรัตที่สร้างในสมัยของพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) เป็นซิกกูรัตที่สร้างขึ้นมาเพื่อถวายแก่มหาเทพ มาร์ดุค (Marduk) ลักษณะของซิกกูรัตนี้เช่นเดียวกับซิกกูรัตทั่ว ๆ ไปของพวกเมโสโปเตเมีย กล่าวคือ มีลักษณะเป็นชั้น 7 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นลานว่าง ชาวเมโสโปเตเมียเชื่อกันว่าพวกเขาสามารถติดต่อกับมหาเทพได้บนชั้นสุดท้ายนี้ โดยขึ้นทางบันไดเวียนทั้งด้านในและด้านนอก

สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (The Hanging Garden) สวนแห่งนี้พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่เจ้าหญิงแห่งแคว้นมีเดีย ซึ่งเป็นพระมเหสีคนใหม่คนล่าสุดของพระองค์ สวนนี้สร้างเป็นชั้น ๆ สูงขึ้นไป ในแต่ละขั้นปลูกไม้ดอกมากมาย ทำให้เวลามองไกล ๆ เห็นเป็นสวนลอยสูงขึ้นจากพื้นดิน จุดประสงค์ในการสร้างสวนแห่งนี้เพื่อให้พระมเหสีคลายความคิดถึงบ้านเกิดของพระนาง นักโบราณคดีหลายท่านได้จัดให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 อย่างของโลกยุคโบราณ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ไม่เหลือร่องรอยให้เราศึกษาได้ นอกจากคำเล่าลือสืบทอดกันต่อมา และซากฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


สวนลอยบาบิโลน

ประตูอิชตาร์ (Ishtar) ประตูนี้สร้างในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ (Nebuchadnezzar) อีกเช่นกัน จุดประสงค์เพื่อถวายแก่มหาเทวีอิชตาร์ (Ishtar) อันเป็นเทวีประจำเมือง ซึ่งชาวบาบิโลเนียเคารพ นับถือเช่นเดียวกับมหาเทพมาร์ดุค ประตูนี้มีขนาดสูง 47 ฟุต สร้างประมาณ 604 562 B.C. สร้างจากวัสดุประเภทอิฐแต่เคลือบสีสวยงามมาก มีลวดลายรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น ม้า วัว สิงโต และมังกร ฯลฯ ประดับอยู่ทั่วไปเป็นระยะ ๆ ปัจจุบันงานนี้ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เบอร์ลิน (State Museum of Berlin) ประเทศเยอรมัน

พระราชวัง ซึ่งเป้นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักโบราณคดีที่ศึกษาสถาปัตยกรรมของชาวบาบิโลเนีย คือ พระราชวังของพระเจ้าซิมริลิม (Zimrilim) ที่เมืองมารี (Mari) ปัจจุบันอยู่ในประเทศซีเรีย พระราชวังแห่งนี้สร้างประมาณปี 1,800 B.C. มีอาณาบริเวณโดยรอบประมาณ 6 เอเคอร์ ซากกำแพงและส่วนต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่าบรรดาห้องในพระราชวังนั้นไม่มีหน้าต่าง แต่อาศัยแสงสว่างที่เข้าทางประตูเท่านั้น ภายในพระราชวังตกแต่งด้วยภาพสีต่าง ๆ ซึ่งยังคงสดใสอยู่ ภาพสีเหล่านี้เขียนบนฝาผนังเป็นแบบ Frescoes มีลักษณะคล้ายภาพเขียนฝาผนังของชาวไอยคุปต์ ส่วนต่าง ๆ ของพระราชวังเราอาจจำแนกได้ ดังนี้คือ

  • ส่วนที่เป็นหอประชุม
  • ที่ประทับส่วนพระองค์
  • ที่ทำการบริหารงาน
  • วิหาร
  • โรงครัว
  • ห้องเรียน
  • ที่เก็บเอกสาร (ชาวบาบิโลเนียและชาวอัสซีเรียมีความสนใจในประวัติศาสตร์มาก เพราะฉะนั้นพวกเขานิยมเก็บบันทึกเรื่องราวธุรกิจประจำวัน โดยบันทึกด้วยอักษรคูนิฟอร์ม แล้วจารึกลงบนแผ่นดินเผา)


Comment

Comment:

Tweet

#3 By (118.175.175.248|118.175.175.248) on 2014-07-14 23:36

ชอบอาณาจักรนี้มากสวนลอยฟ้าทำได้งัย...น้อ...
ขนาดมะมีเครื่องทุ่นแรงเหมือนสมัยนี่ยังทำได้น่าคิดเจงๆ

#2 By ^o^dude^o^ (203.113.50.15) on 2007-07-19 20:19

ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ กำลังสนใจเรื่องนี้อยู่พอดีค่ะ

#1 By alicia (168.120.80.88) on 2007-03-06 11:20